ชราพิการถูกลูกไล่ออกจากบ้าน ตั้งเต็นท์นอนข้างถนน ด้านลูกชายอ้างพ่อไม่ยอมกลับ จนกว่าตนจะไล่เมียออกจากบ้าน
ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบชายชราถูกลูกแท้ๆ ไล่ออกจากบ้าน ก่อนที่จะมาอาศัยอยู่ข้างถนน ภายในหมู่บ้านเฟื่องฟ้าวิลล่า อ.เมือง จ.สมุทรปราการ หลังรับแจ้งจึงได้ประสานไปยัง นางศิริพร นันทชลากรกิจ ผอ.กองสวัสดิการสังคม อบต.เทพารักษ์ นายชาตรี อยู่วัฒนะ กำนันตำบลเทพารักษ์ เข้าตรวจสอบ
เมื่อไปถึงได้พบชายชราคนดังกล่าว สวมกางเกงตัวเดียว สภาพขาอ่อนแรง กำลังถือไม้เท้าเดินออกมาจากเต็นท์นอน ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนในหมู่บ้าน สร้างความน่าเวทนากับชาวบ้านที่ผ่านไปมาอย่างมาก สอบถาม ทราบชื่อนายคือ นายน้อย อายุ 62 ปี
นายน้อยเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ก่อนหน้านี้ตนพักอยู่ที่สถานสงเคราะห์คนพิการและทุพพลภาพ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี จนเมื่อ 3 เดือน ก่อนลูกชายได้ไปรับมาอยู่ด้วย โดยแจ้งกับทางเจ้าหน้าที่ว่าอยากเป็นคนดูแลพ่อเอง ตนจึงได้ติดตามาอาศัยอยู่ด้วยที่ในหมู่บ้านเฟื่องฟ้า 12 ซอย 10
ต่อมาหลังจากตนเงินหมดก็ไล่ตนออกมาจากบ้าน ต่อว่าตนเรื่องชอบสูบบุหรี่ ตนจึงตัดสินใจออกมาอยู่บริเวณนี้ได้ประมาณ 2 สัปดาห์แล้ว ส่วนเรื่องอาหารการกิน และเต็นท์นอนก็ได้รับการช่วยเหลือจากชาวบ้าน ลูกชายก็ไม่ได้เคยมาเหลียวแลเลย เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า โกรธลูกชายหรือไม่ที่ทำแบบนี้ นายน้อยบอกว่าไม่โกรธ แต่น้อยใจที่ทำกับพ่อแบบนี้
ต่อมา นางศิริพร นันทชลากรกิจ ผอ.กองสวัสดิการสังคม และผู้สื่อข่าว ได้เดินทางไปทาวน์เฮาส์หลังหนึ่ง ซึ่งอยู่ภายในหมู่บ้านเฟื่องฟ้า 12 ซอย 10 ซึ่งห่างจากจุดที่นายน้อย ตั้งเต้นพักอยู่ประมาณ 50 เมตร เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากลูกชาย แต่เมื่อไปถึงพบเพียงภรรยาของลูกชาย
ภรรยาของลูกชายเล่าว่า เมื่อ 3 เดือนก่อนสามีตนได้ไปรับนายน้อยมาอยู่ด้วย เนื่องจากต้องการจะดูแลพ่อ แต่เมื่อมาอยู่ด้วยกันแล้ว นายน้อยก็ชอบสูบบุหรี่เป็นประจำ จนลูกชายต้องคอยห้ามและดุด่าให้เลิกสูบบุหรี่ แต่นายน้อยเป็นคนดื้อรั้นไม่ชอบฟัง
นอกจากนี้ยังแอบใช้ให้หลานชายอายุ 11 ปี ไป ซื้อบุหรี่ให้ กระทั่งตนจับได้ บอกสามีว่าพ่อให้หลานไปซื้อบุหรี่ ซึ่งนายน้อยยังบอกกลับมาว่า ทำไมจะใช้ไม่ได้ ก่อนที่สามีตนจะบอกว่า ถ้าอยู่กับคนในบ้านไม่ได้จะไปไหนก็ไป จากนั้นนายเกิดความน้อยใจจึงได้เก็บกระเป๋าออกจากบ้านและไปพักอยู่กลางซอยดังกล่าว
จากนั้นผู้สื่อข่าวได้ติดต่อทางโทรเพื่อพูดคุยกับนายเดียว (ขอสงวนนามสกุล) ลูกชายอายุ 42 ปี ได้เล่าว่า พ่อได้ทิ้งตนและแม่ไปตั้งแต่ตนอายุ 1 ขวบ และก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยจนกระทั่งตนทราบว่า พ่อไปพักอาศัยอยู่ที่สถานสงเคราะห์ จึงได้ไปรับมาอยู่ด้วย เพื่อจะเลี้ยงดูเอง
แต่พอมาอยู่ด้วย พ่อก็สร้างปัญหาตลอด เมื่อภรรยาตนทำกับข้าวให้กินก็โยนทิ้ง บอกว่ารสชาติไม่ดี และอยากกินแต่ของแพงๆ ตนจึงบอกให้ช่วยกันประหยัด เพราค่าแรงจากอาชีพขับรถแท็กซี่ ก็ไม่เพียงพอจุนเจือครอบครัวแล้ว และพ่อก็ยังชอบต่อว่าลูกหลาน หลายเรื่อง
ถ้าวันไหนตนไม่ให้เงินพ่อซื้อบุหรี่ พ่อก็จะออกไปขอเงินชาวบ้านไป จนทำให้ตนอับอาย เตือนหลายครั้งก็ไม่ฟัง จนสองสัปดาห์ที่แล้วระหว่างที่ตนขับรถแท็กซี่หาเงินอยู่ ภรรยาได้ โทรไปบอกตนว่า พ่อให้หลานไปซื้อบุหรี่ให้ จนทำให้มีปากเสียงกัน ตนจึงได้บอกผ่านลูกชายไปว่า ถ้าปู่อยู่ด้วยกันที่บ้านไม่ได้ ก็ให้ไปอยู่ที่อื่น จากนั้นพ่อก็ได้เก็บกระเป๋าออกจากบ้านไป
นายเดียว เล่าอีกว่า ก่อนหน้านี้ตนก็ได้บอกผ่านญาติไปว่า หากพ่อจะกลับมาอยู่ด้วยกันอีก ก็ให้กลับมาเอง ตนจะไม่ออกไปตาม แต่ถ้ากลับมาต้องเชื่อฟังตน ไม่ใช่จะเอาใจตนเป็นที่ตั้งอย่างเดียว
ทั้งนี้พ่อได้บอกว่า ไม่กลับมาจนกว่าตนจะไล่เมียออกจากบ้าน ซึ่งตนก็ไม่สามารถทำตามที่พ่อต้องการได้ เพราะตนอยู่กับครอบครัวมานานแล้ว ส่วนพ่อทิ้งตนไปตั้งแต่เด็ก และเพิ่งได้มาอยู่ด้วยกัน 3 เดือน มันเปรียบเทียบกันกับภรรยาและลูกของตนเองไม่ได้ เพราะร่วมทุกข์สุขกันมานาน จึงวอนอยากให้สังคมเข้าใจและฟังตนด้วย
ทางด้าน นางศิริพร กล่าวว่า หลังจากทราบเรื่องเมื่อ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ตนจึงได้ทำการสืบข้อมูล ทราบว่า นายน้อยได้ออกมาจากสถานสงเคราะห์สถานสงเคราะห์คนพิการและทุพพลภาพอำเภอธัญบุรี ได้กว่า 3 เดือนแล้ว ตามระเบียบเมื่อยินยอมออกมาแล้วจะไม่สามารถกลับไปอยู่ที่เดิมได้อีก ทาง อบต.เทพารักษ์ จึงได้หาทางช่วยเหลือโดยการทำหนังสือไปถึงศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อหาทางช่วยเหลือให้เร็วที่สุด
ทั้งนี้จาการสืบค้นประวัติทราบว่านายน้อยได้รับเบี้ยคนพิการจากเขตคลองเตย ซึ่งหากนายน้อยมีชื่อพักอยู่ในพื้นที่ อบต.เทพารักษ์ โดยตรง จะสามารถช่วยได้เร็วกว่านี้ แต่ทางเราจะพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่



